หมวดหมู่: สุขภาพทั่วไป

มัลเบอร์รี่ผลไม้ที่หากินง่ายและคุณค่าทางอาหารสูง

Mulberry หรืออีกชื่อที่เรียกว่า หม่อน ซึ่งผลไม้ชนิดนี้นิยมปลูกไว้สำหรับรับประทาน มีรสชาติเปรี้ยวอมหวานเมื่อผลสุกแล้วจะมีดำ ลำต้นไม่ใหญ่มากนักมีลักษณะลำต้นเป็นพุ่มๆ เราจะพบว่าทั่วทุกจังหวัดในประเทศไทยสามารถปลุกได้ทุกพื้นที่เพราะเป็นต้นไม้ที่ปลูกได้ง่าย แต่ต้นหม่อนที่มีในประเทศไทยนั้นมีสองชนิด โดยชนิดแรกปลูกเพื่อกินผล ส่วนอีกชนิดปลูกเอาไว้เพื่อเอาใบมาเลี้ยงไหม

ซึ่งเราสามารถสังเกตเห็นความแตกต่างของมัลเบอร์รี่ทั้งสองชนิดได้จาก หากปลูกไว้เพื่อสำหรับเลี้ยงไหมแล้วใบจะเยอะกว่าต้นที่ปลูกเอาไว้สำหรับกินและใบจะใหญ่กว่าที่สำคัญผลของหม่อนจะมีขนาดเล็กกว่าและจะมีรสชาติออกเปรี้ยวมากกว่าหวานคุณสมบัติของผลมัลเบอร์รี่นั้นมีมากมายเช่น

  1. ช่วยในเรื่องของการขับลมร้อน ช่วยบรรเทาอาการหิวน้ำ ดับความกระหายคายความร้อนได้ดี เมื่อทานมัลเบอร์รี่เข้าไปจะทำให้ชุ่มคอและทำให้รู้สึกสดชื่น
  2. หากนำผลของมัลเบอร์รี่มาต้มน้ำกินจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องธาตุไม่ปกติ
  3. ช่วยบำรุงสายตา
  4. บำรุงหัวใจ
  5. เนื่องจากมัลเบอร์รี่มีเส้นใยของอาหารสูงจึงสามารถช่วยแก้ปัญหาเรื่องท้องผูกได้ด้วย
  6. ช่วยเป็นยารักษาได้หลายโรค เช่นหืด ปวดตามข้อ ขับปัสสาวะ วัณโรค หรือแม้แต่รักษาโรคที่เกี่ยวกับทรวงอก
  7. ช่วยป้องกันไม่ให้ผมหงอกก่อนวัย และยังช่วยบำรุงให้เส้นผมมีความดกดำอีกด้วย

นอกจากมีมีสรรพคุณต่างๆเหล่านี้แล้วก็ยังมีประโยชน์กับร่างกายอีกมากมายเหมือนกันเช่น 

  1. หากเราทานมัลเบอร์รี่ในปริมาณที่มากพอ จะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยให้เราลดความเสี่ยงของการเกิดโรค ขาดเลือดในสมอง  โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันรวมถึงลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง
  2. มีสารที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
  3. มีสารที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล
  4. มีสารที่ช่วยลดความดันโลหิต
  5. ช่วยลดการอักเสบ ลดอาการเส้นเลือดโป่งพอง รวมถึงสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสที่อยู่ในร่างกายของเราได้
  6. ในผลมัลเบอร์รี่จะมีสารที่สามารถยับยังไม่ให้เกิดโรคมะเร็งได้หลายชนิดทั้งมะเร็งเต้านม มะเร็งในเม็ดเลือดขาว มะเร็งลำไส้ รวมถึงยังสามาถลดอาการแพ้ต่างๆได้ดีอีกด้วย
  7. เนื่องจากในมัลเบอร์รีมีวิตามินบี 6 จึงสามารถช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือนและยังลดอาการเกิดสิวได้ด้วย
  8. ในมัลเบอร์รี่มีกรดโฟลิกสูงจึงสามารถช่วยปัญหาเรื่องของโรคโลหิตจางได้
  9. นอกจากนี้ผลของมัลเบอร์รี่ยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นทั้งขนมและน้ำได้อีกหลายชนิด 

 

สนับสนุนโดย  Kardinal stick

เล่นโยคะแล้วปวดเนื้อปวดตัวมาก


เล่นโยคะแล้วปวดเนื้อปวดตัวมาก
เพราะอะไรถึงรู้สึกเจ็บปวดเมื่อยล้าภายหลังเล่นโยคะ
การปวดกล้ามเนื้อภายหลังการบริหารร่างกายอะไรทำนองนี้ มีเหตุที่เกิดจากการที่กล้ามเนื้อทำงานหนักมาก ซึ่งส่งผลให้เกิดการฉีกขาดในระดับเยื่อ (microscopic tears) แต่ว่ากล้ามเนื้อก็มีแนวทางการรักษาตัวเอง ที่เรียกว่าการฟื้นฟูกล้ามเนื้อด้วยตัวเองจากธรรมชาติของร่างกาย ซึ่งจะก่อให้กล้ามเติบโต รวมทั้งเริ่มแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

กล้ามเนื้อจะค่อยๆ พัฒนาปรับปรุงแก้ไขซ่อมแซมตนเองระหว่างการบริหารร่างกาย เมื่อคุณพึ่งเริ่มเล่นโยคะ ฝึกฝนโยคะในแต่ละวัน ขอเสนอแนะหรือแนะนำให้คุณหาเวลาพักสัก 24 ชั่วโมง ไปเลย เพื่อให้เวลาแก่ร่างกายได้ซ่อมบำรุงตนเองแล้วก็ฟื้นฟูกล้ามเนื้อบ้าง การเหยียดกล้ามเนื้อขณะที่ร่างกายของคุณไม่มีความหยืดหยุ่นที่พอเพียงหรือไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย จะก่อให้คุณปวดกล้ามเนื้อได้เหมือนกัน

สำหรับการเล่นโยคะ มีท่าต่างๆ ที่คุณจะต้องโดนยืดร่างกายในลักษณะที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน การใช้กล้ามเนื้อรวมทั้งระยะสำหรับในการเคลื่อน จะก่อให้มีลักษณะของการปวดเมื่อยล้าตามกล้ามเนื้อ และยังอาจจะเป็นผลให้กำเนิดแรงดึงที่เอ็นยึดกล้ามแล้วก็ข้อต่อได้ด้วย

ยิ่งปวดยิ่งดีต่อกล้ามเนื้อจริงหรือ
ลักษณะของการปวดกล้ามเนื้อมาจากการเริ่มเล่นโยคะปกตินั้นเกิดขึ้นเพียงแค่บางเวลา และไม่นับว่าก่อให้เกิดอันตรายใดๆ หากว่าคุณไม่หักโหมมากจนเกินไป หรือพยายามเหยียดยืดกล้ามเนื้อเกินกว่าระดับความยืดหยุ่นของร่างกายคุณที่จะรับไหว

ความเจ็บปวดหรือปวดเมื่อยเป็นสัญญาณที่กำลังบอกว่าคุณเริ่มแข็งแรงขึ้นแล้ว และร่างกายมีความยืดหยุ่นขึ้นจากเดิมเรื่อยๆ ซึ่งมีความหมายว่าคุณสามารถเพิ่มระดับความท้าทายขึ้นไปอีกได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ความเจ็บเมื่อเริ่มเล่นโยคะ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งเล็กน้อยที่แลกเปลี่ยนกับผลดีที่จะเกิดขึ้นทางสุขภาพในระยะยาว

นอกนั้น งานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 2003 ใน Indian Journal of Physiology and Pharmacology ยังเจอข้อมูลว่าผู้ที่แก่เกิน 40 ปี และเล่นโยคะมานานกว่า 5 ปี จะมีอัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก และระดับความดันเลือดที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบเคียงกลุ่มชนที่ไม่ค่อยได้มีกิจกรรมขยับเขยื้อนในทุกวัน ชี้ให้เห็นว่าการเล่นโยคะนั้นเกิดผลดีต่อร่างกายโดยรวมอย่างชัดเจน

ความแตกต่างระหว่างลำไส้อักเสบเฉียบพลัน และลำไส้อักเสบเรื้อรัง

โรคลำไส้อักเสบที่เกิด จากการติดเชื้อหรือได้รับสารพิษในส่วนของเยื่อบุลำไส้ ทำให้ระบบทางเดินอาหารผิดปกติไป และมีอาการปวดท้องทั้งที่เป็นแบบต่อเนื่อง กับปวดท้องแบบแทบทนไม่ไหว ทั้งนี้เพราะว่าโรคลำไส้อักเสบสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ ได้แก่ ลำไส้อักเสบเฉียบพลัน และลำไส้อักเสบเรื้อรัง

ความแตกต่างระหว่างลำไส้อักเสบเฉียบพลัน และลำไส้อักเสบเรื้อรัง

ลำไส้อักเสบเฉียบพลัน – เกิดจากการที่รับประทานอาหารเสร็จแล้ว มีอาการเกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน เพราะว่าก่อนหน้านี้ที่เราทานอาหารเราได้รับเชื้อหรือสารพิษเข้าไปด้วย ทำให้มีอาการปวดท้องถ่ายเหลว แต่ไม่มีเลือดปน

ลำไส้อักเสบเรื้อรัง – มักมีอาการท้องเสีย ถ่ายเป็นน้ำ อาจมีเลือดปน และมีอาการท้องเสียติดต่อกันหลายวัน อาจยาวนานถึงสัปดาห์ ทั้งนี้ก็ไม่สามารถทราบสาเหตุได้แน่ชัด ซึ่งมีการสันนิษฐานว่าอาจจะเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันตัวเองทำงานผิดปกติ

เลือกและปรับพฤติกรรมการกิน ช่วยลดเสี่ยงโรคลำไส้อักเสบได้
หากอยากลดความเสี่ยงโรคลำไส้อักเสบ สามารถปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารได้ ดังนี้
1. รับประทานที่ปรุงสุก หลีกเลี่ยงการาทานอาหารแบบดิบ กึ่งดิบดึ่งสุก และเลือกอาหารที่ปรุงสุก สะอาด สด ใหม่อยู่เสมอ

2. เลือกดื่มน้ำ และเครื่องดื่มต่าง ๆ ที่สะอาด รวมถึงหลีกเลี่ยงการทานน้ำแข็งที่ไม่ทราบว่าสะอาดหรือไม่

3. หมั่นทำความสะอาดส่วนของครัวอยู่เสมอ รวมถึงอุปกรณ์ทำครัวทุกชนิดด้วย รวมถึงแยกเขียงเนื้อสัตว์สด ผักดิบ และอาหารที่ปรุงสุกแล้วออกจากกัน

4. ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งที่จะใช้มือสัมผัสอาหาร ถือเป็นการรักษาสุขอนามัยขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรมี

5. หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ทุกชนิด

LIVPRO ผลิตภัณฑ์ที่ตับไว้วางใจ

หน้าที่ของตับ ที่ทุกคนควรรู้ !

ในร่างกายของคนเราประกอบไปด้วย อวัยวะต่าง ๆอยู่มากมาย 1 ในนั้นก็คือตับ่สวนที่มีความสำคัญไม่แพ้อวัยวะอื่น ๆ การทำงานของตับนั้นค่อนข้างที่จะซับซ้อน เพราะหน้าที่ของตับนั้นมีมากมาย จึงแบกรับภาระระบบในร่างกายไว้เยอะ โดยสามารถอธิบายหน้าที่หลักๆของตับได้ดังนี้

1.ตับคือผู้สร้าง

อาหารทุกอย่างที่เรารับประทานเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรต แป้ง น้ำตาล ไขมัน โปรตีน วิตามิน หรือประเภทอื่น ๆนั้นไม่ว่าจะเป็นอาหารใด ๆก็ตาม ร่างกายไม่สามารถดูดซึมสลายเพื่อนำไปใช้ได้ทันที ต้องผ่านกระบวนการย่อยสลายของกระเพราะอาหารและลำไส้เล็ก จากนั้นเมื่อถูกย่อยให้มีขนาดที่เล็กพอแล้ว ร่างกายก็จะดูดซึมสารอาหารเหล่านี้ไปใช้ ตับก็จะทำหน้าที่จัดเก็บสารอาหารต่าง ๆนี้ไว้ตามความเหมาะสม แล้วนำไปยังส่วนต่าง ๆของร่างกาย เพื่อประกอบกิจกรรมในแต่ละวัน สร้างพลังงาน รวมไปถึงสร้างโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดอีกด้วย

2.ตับเป็นคลังสารอาหาร

ตับทำหน้าที่สะสมอาหารที่เรารับประทานเข้าไป และจะจัดเก็บไว้ใช้เมื่อร่างกายต้องการ โดยการเปลี่ยนจากน้ำตาลกลูโคสเป็นไกลโคเจน และเก็บไว้ในตับ เมื่อร่างกายต้องการพลังงาน ก็จะดึงในส่วนที่ตับจัดเก็บไว้ ส่งให้ร่างกายนำไปใช้ในการทำงาน หรือเสริมสร้างส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

3. ตับทำหน้าที่รีไซเคิล

นอกจากตับจะคอบเก็บสะสมอาหารเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานและส่งไปยังส่วนต่าง ๆของร่างกายแล้ว ตับนั้นก็ยังมีหน้าที่ดึงเอาโปรตีนที่เหลือมาใช้ใหม่ ไม่ให้โปรตีนเหล่านั้นสูญเสียเปล่า
4. ตับมีหน้าที่ขับถ่ายออกเสียออกจากร่างกาย

อาหารที่เรากิน น้ำที่เราดื่ม หรือแม้แต่วิตามินบำรุงต่าง ๆ นั้น ตับจะคอบกรองสารอาหารไปเก็บไว้ในร่างกาย ส่วนสารที่มีอันตรายต่อร่างกาย เป็นสารพิษตับก็จะกับเก็บพิษเหล่านี้และขับสู่ออกร่างกาย ทางปัสสาวะ หรืออาจขับถ่ายมายังน้ำดี
5. ตับเป็นตัวป้องกันชั้นดีของร่างกาย

ตับไม่เพียงแต่จะช่วยขับสารพิษที่เป็นอันตรายร่างกายแล้ว ยังมีหน้าที่คอยสร้างฮอร์โมนภูมิคุ้นกันบางชนิด เพื่อต่อต้านกับไวรัส หรือแบคทีเรีย บางตัว ช่วยให้ร่างกายของเราแข็งแรง เราสามารถหาสมุนไพรของ LIVPRO มาช่วยบำรุงจตับได้ อีกทั้งยังสามารถช่วยสร้างวิตามินเอ ได้อีกด้วย