ผู้เขียน: admin

มัลเบอร์รี่ผลไม้ที่หากินง่ายและคุณค่าทางอาหารสูง

Mulberry หรืออีกชื่อที่เรียกว่า หม่อน ซึ่งผลไม้ชนิดนี้นิยมปลูกไว้สำหรับรับประทาน มีรสชาติเปรี้ยวอมหวานเมื่อผลสุกแล้วจะมีดำ ลำต้นไม่ใหญ่มากนักมีลักษณะลำต้นเป็นพุ่มๆ เราจะพบว่าทั่วทุกจังหวัดในประเทศไทยสามารถปลุกได้ทุกพื้นที่เพราะเป็นต้นไม้ที่ปลูกได้ง่าย แต่ต้นหม่อนที่มีในประเทศไทยนั้นมีสองชนิด โดยชนิดแรกปลูกเพื่อกินผล ส่วนอีกชนิดปลูกเอาไว้เพื่อเอาใบมาเลี้ยงไหม

ซึ่งเราสามารถสังเกตเห็นความแตกต่างของมัลเบอร์รี่ทั้งสองชนิดได้จาก หากปลูกไว้เพื่อสำหรับเลี้ยงไหมแล้วใบจะเยอะกว่าต้นที่ปลูกเอาไว้สำหรับกินและใบจะใหญ่กว่าที่สำคัญผลของหม่อนจะมีขนาดเล็กกว่าและจะมีรสชาติออกเปรี้ยวมากกว่าหวานคุณสมบัติของผลมัลเบอร์รี่นั้นมีมากมายเช่น

  1. ช่วยในเรื่องของการขับลมร้อน ช่วยบรรเทาอาการหิวน้ำ ดับความกระหายคายความร้อนได้ดี เมื่อทานมัลเบอร์รี่เข้าไปจะทำให้ชุ่มคอและทำให้รู้สึกสดชื่น
  2. หากนำผลของมัลเบอร์รี่มาต้มน้ำกินจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องธาตุไม่ปกติ
  3. ช่วยบำรุงสายตา
  4. บำรุงหัวใจ
  5. เนื่องจากมัลเบอร์รี่มีเส้นใยของอาหารสูงจึงสามารถช่วยแก้ปัญหาเรื่องท้องผูกได้ด้วย
  6. ช่วยเป็นยารักษาได้หลายโรค เช่นหืด ปวดตามข้อ ขับปัสสาวะ วัณโรค หรือแม้แต่รักษาโรคที่เกี่ยวกับทรวงอก
  7. ช่วยป้องกันไม่ให้ผมหงอกก่อนวัย และยังช่วยบำรุงให้เส้นผมมีความดกดำอีกด้วย

นอกจากมีมีสรรพคุณต่างๆเหล่านี้แล้วก็ยังมีประโยชน์กับร่างกายอีกมากมายเหมือนกันเช่น 

  1. หากเราทานมัลเบอร์รี่ในปริมาณที่มากพอ จะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยให้เราลดความเสี่ยงของการเกิดโรค ขาดเลือดในสมอง  โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันรวมถึงลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง
  2. มีสารที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
  3. มีสารที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล
  4. มีสารที่ช่วยลดความดันโลหิต
  5. ช่วยลดการอักเสบ ลดอาการเส้นเลือดโป่งพอง รวมถึงสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสที่อยู่ในร่างกายของเราได้
  6. ในผลมัลเบอร์รี่จะมีสารที่สามารถยับยังไม่ให้เกิดโรคมะเร็งได้หลายชนิดทั้งมะเร็งเต้านม มะเร็งในเม็ดเลือดขาว มะเร็งลำไส้ รวมถึงยังสามาถลดอาการแพ้ต่างๆได้ดีอีกด้วย
  7. เนื่องจากในมัลเบอร์รีมีวิตามินบี 6 จึงสามารถช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือนและยังลดอาการเกิดสิวได้ด้วย
  8. ในมัลเบอร์รี่มีกรดโฟลิกสูงจึงสามารถช่วยปัญหาเรื่องของโรคโลหิตจางได้
  9. นอกจากนี้ผลของมัลเบอร์รี่ยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นทั้งขนมและน้ำได้อีกหลายชนิด 

 

สนับสนุนโดย  Kardinal stick

Honda LS 125 รถกระแสสุดสวยที่มาแรง

มาถึง part สุดท้ายของเรื่อง ฮอนด้า LS 125 กันแล้วนะครับ หวังว่าเพื่อนๆคงจะยังไม่เบื่อกันนะ

แต่จริงๆแล้วยกไปแค่ปคาลิปเปอร์ก็ได้แล้วใช้ปั้มเดิม ผมก็ชอบนะจาน LS มันดูใหญ่ๆดีมันเหมือนจะเป็น 150 มินิ ก็คือเท่อ่ะพูดง่ายๆ แล้ว LS นะเว้ย อีกอย่างที่เราลืมมันไม่ได้เลยคือเสียง เสียงท่อแม่งเป็นอะไรที่เป็นเอกลักษ์เฉพาะของตัวมันมากๆ ไม่มีใครเรียนแบบมันได้ซึ่งที่ผมเคยได้ยินมานะเว้ยคือท่อ LS เพราะที่สุดในบรรดารถสองจังหวะแล้ว ท่อเดิมนะสำหรับท่อเดิมเสียงแม่งใสแบบติ๊งๆๆๆเลยอ่ะ ใสจริงๆนะเว้ยท่านผู้ชมถ้าใครไม่เคยได้ยินลองไปขอเพื่อฟังหรือไปขอในกลุ่มไปดูใน youtube ได้ท่อเดิมแม่งเพราะชิบหายถ้าไม่ได้เทียบท่อ PDK ของ KR นะ

รู้สึกว่า PDK ก็จะมาจากโรงงาน แต่ไม่รู้ว่ะผมตีว่า PDK น่าจะเป็นท่อแต่งมากกว่า คือท่อแต่งเดิมที่มาจากโรงงาน คือท่อแต่งเดิมเราจะไม่นับคือรถไม่มีวาร์วแต่รถที่เสียงเพราะเหี้ยๆเลย เพราะใสปิ๊งกินใจไปหมดเลยคืออยากได้ไปเลยอ่ะ มันใสจริงนะเว้ยท่านผู้ชมลองไปหาฟังกันดูก็แล้วกัน แล้วปัจจุบันก็ได้มีการอัพเกรดอะไหล่ LS ขึ้นมาก็คือพวกชุดแต่งของมันนะครับ ชุดแต่งของมันทุกอย่างเลย หาง่ายๆมากๆไม่ว่าโครงอลูมิเนียมอาร์มอลูมิเนียมทุกอย่างที่เป็นอลูมิเนียมมันมีหมด

ชุดสีเอาง่ายๆไปไหนก็ไม่อดตายอ่ะ คนขี่ LS ไปไหนก็ไม่อดตายเพราะว่ามีอะไหล่หมดทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น ลูกสูบ อะไหล่ภายในชุดแต่งนี่ก็จะมีเยอะนะครับ คือหาง่ายไม่ว่าเพื่อนๆจะเดินไปร้านไหนแล้วถามหาอะไหล่ LS เจ้าของร้านก็จะพยักหน้าบอกมี แต่ถ้าไปเล่นพวก VR TZR TZM เพื่อนๆเดินไปหาร้านแต่งชุดแต่งก็จะมีแต่คนส่ายหน้าหมดเลย

โดยเฉพาะพวกที่ออเงินใครอยู่แถวออเงินบ้างเคยไปถามอะไหร่รถ VR ส่ายหัวแม่งทุกร้านแทบจะถอดใจ ก็ต้องไปหาอะไหล่ไกลหน่อยนะครับแต่ LS แม่งมีทุกร้านเพื่อนๆอยากได้อะไรแม่งมีหมด สำหรับ LS ก็จะประมาณนี้นะครับเพราะว่าเป็นรถยอดฮิตยอดนิยมตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันแล้วก็คงจะยอดนิยมไปจนรุ่นลูกรุ่นหลานเรานั่นแหละ งั้นผมก็ขอจบเอาไว้แค่นี้เลยก็แล้วกันครับ
เป็นยังไงกันบ้างครับกับ ฮอนด้า LS 125 ที่ผมได้รวบรวมความรู้แล้วนำมาเขียนให้เพื่อนๆได้อ่านกันตามคำเรียกร้อง เพื่อนๆคงจะตัดสินใจกันได้ไม่ยากหากกำลังเล็งๆเจ้า ฮอนด้า LS 125 กันอยู่ หากใครต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรืออยากเสนอข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถติดต่อมาหลังไมค์ได้เลยนะครับ

 

สนับสนุนโดย  บิ๊กไบค์มือสอง

เล่นโยคะแล้วปวดเนื้อปวดตัวมาก


เล่นโยคะแล้วปวดเนื้อปวดตัวมาก
เพราะอะไรถึงรู้สึกเจ็บปวดเมื่อยล้าภายหลังเล่นโยคะ
การปวดกล้ามเนื้อภายหลังการบริหารร่างกายอะไรทำนองนี้ มีเหตุที่เกิดจากการที่กล้ามเนื้อทำงานหนักมาก ซึ่งส่งผลให้เกิดการฉีกขาดในระดับเยื่อ (microscopic tears) แต่ว่ากล้ามเนื้อก็มีแนวทางการรักษาตัวเอง ที่เรียกว่าการฟื้นฟูกล้ามเนื้อด้วยตัวเองจากธรรมชาติของร่างกาย ซึ่งจะก่อให้กล้ามเติบโต รวมทั้งเริ่มแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

กล้ามเนื้อจะค่อยๆ พัฒนาปรับปรุงแก้ไขซ่อมแซมตนเองระหว่างการบริหารร่างกาย เมื่อคุณพึ่งเริ่มเล่นโยคะ ฝึกฝนโยคะในแต่ละวัน ขอเสนอแนะหรือแนะนำให้คุณหาเวลาพักสัก 24 ชั่วโมง ไปเลย เพื่อให้เวลาแก่ร่างกายได้ซ่อมบำรุงตนเองแล้วก็ฟื้นฟูกล้ามเนื้อบ้าง การเหยียดกล้ามเนื้อขณะที่ร่างกายของคุณไม่มีความหยืดหยุ่นที่พอเพียงหรือไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย จะก่อให้คุณปวดกล้ามเนื้อได้เหมือนกัน

สำหรับการเล่นโยคะ มีท่าต่างๆ ที่คุณจะต้องโดนยืดร่างกายในลักษณะที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน การใช้กล้ามเนื้อรวมทั้งระยะสำหรับในการเคลื่อน จะก่อให้มีลักษณะของการปวดเมื่อยล้าตามกล้ามเนื้อ และยังอาจจะเป็นผลให้กำเนิดแรงดึงที่เอ็นยึดกล้ามแล้วก็ข้อต่อได้ด้วย

ยิ่งปวดยิ่งดีต่อกล้ามเนื้อจริงหรือ
ลักษณะของการปวดกล้ามเนื้อมาจากการเริ่มเล่นโยคะปกตินั้นเกิดขึ้นเพียงแค่บางเวลา และไม่นับว่าก่อให้เกิดอันตรายใดๆ หากว่าคุณไม่หักโหมมากจนเกินไป หรือพยายามเหยียดยืดกล้ามเนื้อเกินกว่าระดับความยืดหยุ่นของร่างกายคุณที่จะรับไหว

ความเจ็บปวดหรือปวดเมื่อยเป็นสัญญาณที่กำลังบอกว่าคุณเริ่มแข็งแรงขึ้นแล้ว และร่างกายมีความยืดหยุ่นขึ้นจากเดิมเรื่อยๆ ซึ่งมีความหมายว่าคุณสามารถเพิ่มระดับความท้าทายขึ้นไปอีกได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ความเจ็บเมื่อเริ่มเล่นโยคะ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งเล็กน้อยที่แลกเปลี่ยนกับผลดีที่จะเกิดขึ้นทางสุขภาพในระยะยาว

นอกนั้น งานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 2003 ใน Indian Journal of Physiology and Pharmacology ยังเจอข้อมูลว่าผู้ที่แก่เกิน 40 ปี และเล่นโยคะมานานกว่า 5 ปี จะมีอัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก และระดับความดันเลือดที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบเคียงกลุ่มชนที่ไม่ค่อยได้มีกิจกรรมขยับเขยื้อนในทุกวัน ชี้ให้เห็นว่าการเล่นโยคะนั้นเกิดผลดีต่อร่างกายโดยรวมอย่างชัดเจน

อาการคันหูเกิดจากอะไร

 เชื่อว่าทุกคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่คงเคยมีอาการคันหูด้วยกันทั้งนั้น แล้วรู้หรือไม่ว่าอาการคันหูเกิดมาจากสาเหตุอะไร

และอันตรายต่อหูของเราหรือไม่   คุณรู้หรือไม่ว่าข้างในหูของคนเรานั้นมีเส้นประสาทที่บอบบางมากมาย และเส้นประสาทเหล่านี้ยังไวต่อการสัมผัส ดังนั้นหากมีอะไรที่ไปทำให้เส้นประสาทเกิดอาการระคายเคืองก็จะส่งผลให้เราคันในรูหูได้  ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดการระคายเคือง เช่น การแพ้สารเคมี การติดเชื้อในหู การใช้หูฟัง หรือคันเพราะสาเหตุมาจากมีขี้หูเยอะเกินไปก็ได้ และที่สำคัญหากมีมดหรือแมลงเข้าไปในหู ก็สามารถเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการคันหูได้เช่นกัน

         สำหรับคนที่มีอาการคันหูแล้วมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วยเช่น มีเลือดออก หรือมีของเหลวไหลออกมาจากหู หรือการที่อยู่ดีๆแล้วไม่ได้ยินเสียง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาอาการ ซึ่งทางแพทย์จะมีการส่งเข้าไปตรวจสอบสแกนข้างในหูเพื่อหาความผิดปกติ 

การรักษาอาการคันหูมีหลายวิธีขึ้นอยู่กับว่าสาเหตุที่คันนั้นมาจากอะไรเช่น

  • หากเกิดจากผิวผนังด้านในหูแห้ง ก็สามารถรักษาด้วยการใช้เบบี้ออยล์ เพราะจะทำให้ผิวในหูนิ่มลงสามารถรักษาอการผิวในหูแห้งได้
  • หากเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในหู จะรักาษด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะที่เป็นครีมชี้ผึ้งทาในหู
  • หากหูเกิดการอักเสบ รักษาด้วยการใช้ยาสเตียรอยด์แบบครีมขี้ผึ้งทาในหู
  • หรือใช้ยาหยอดหูเพื่อรักษาอาการอักเสบและฆ่าเชื้อโรคภายในหู

          สำหรับยาที่แพทย์สั่งจ่ายให้ผู้ป่วยไปใช้ทารักษานั้น ผู้ป่วยจะต้องทำตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด อย่าหยุดยาเองโดยที่แพทย์ยังไม่ได้สั่ง และหากผู้ป่วยมีอาการของโรคเยื่อแก้วหูอักเสบห้ามใช้ยาหยอดหูหรือครีมทาในหูโดยเด็ดขาด เพราะไปสร้างความเสียหายให้กับแก้วหูมากยิ่งขึ้นไปอีก

  อาการที่พบความผิดปกติในช่องหูนั้นล้วนสำคัญทุกอาการ เราไม่ควรคิดหาวิธีการรักษาเอง เพราะหากรักษาแบบผิดวิธีจะมีผลต่อการได้ยินของหูของเราได้ ซึ่งเสี่ยงต่อการเป็นโรคหูหนวก ดังนั้นหากพบปัญหาเกี่ยวกับหูควรไปพบแพทย์เฉพาะทางให้ช่วยรักษาจะเป็นการดีที่สุด และสำหรับการดูและตัวเองเบื้องต้นคือ หากเรามีขี้หูอุดตันเป็นจำนวนมากควรใช้น้ำยาหยอดหูเพื่อละลายขี้หู

และหากเวลาที่เรามีอาการคันหูอย่าใช้อะไรแหย่เข้าไปในหูโดยเด็ดขาดเพราะอาจแหย่ไปโดนแก้วหูฉีกขาดทำให้หูหนวกได้

ขอขอบคุณผู้สนับสนุนข้อมูลดีๆเหล่านี้โดยเว็บไซต์ เครื่องช่วยฟัง

ความแตกต่างระหว่างลำไส้อักเสบเฉียบพลัน และลำไส้อักเสบเรื้อรัง

โรคลำไส้อักเสบที่เกิด จากการติดเชื้อหรือได้รับสารพิษในส่วนของเยื่อบุลำไส้ ทำให้ระบบทางเดินอาหารผิดปกติไป และมีอาการปวดท้องทั้งที่เป็นแบบต่อเนื่อง กับปวดท้องแบบแทบทนไม่ไหว ทั้งนี้เพราะว่าโรคลำไส้อักเสบสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ ได้แก่ ลำไส้อักเสบเฉียบพลัน และลำไส้อักเสบเรื้อรัง

ความแตกต่างระหว่างลำไส้อักเสบเฉียบพลัน และลำไส้อักเสบเรื้อรัง

ลำไส้อักเสบเฉียบพลัน – เกิดจากการที่รับประทานอาหารเสร็จแล้ว มีอาการเกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน เพราะว่าก่อนหน้านี้ที่เราทานอาหารเราได้รับเชื้อหรือสารพิษเข้าไปด้วย ทำให้มีอาการปวดท้องถ่ายเหลว แต่ไม่มีเลือดปน

ลำไส้อักเสบเรื้อรัง – มักมีอาการท้องเสีย ถ่ายเป็นน้ำ อาจมีเลือดปน และมีอาการท้องเสียติดต่อกันหลายวัน อาจยาวนานถึงสัปดาห์ ทั้งนี้ก็ไม่สามารถทราบสาเหตุได้แน่ชัด ซึ่งมีการสันนิษฐานว่าอาจจะเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันตัวเองทำงานผิดปกติ

เลือกและปรับพฤติกรรมการกิน ช่วยลดเสี่ยงโรคลำไส้อักเสบได้
หากอยากลดความเสี่ยงโรคลำไส้อักเสบ สามารถปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารได้ ดังนี้
1. รับประทานที่ปรุงสุก หลีกเลี่ยงการาทานอาหารแบบดิบ กึ่งดิบดึ่งสุก และเลือกอาหารที่ปรุงสุก สะอาด สด ใหม่อยู่เสมอ

2. เลือกดื่มน้ำ และเครื่องดื่มต่าง ๆ ที่สะอาด รวมถึงหลีกเลี่ยงการทานน้ำแข็งที่ไม่ทราบว่าสะอาดหรือไม่

3. หมั่นทำความสะอาดส่วนของครัวอยู่เสมอ รวมถึงอุปกรณ์ทำครัวทุกชนิดด้วย รวมถึงแยกเขียงเนื้อสัตว์สด ผักดิบ และอาหารที่ปรุงสุกแล้วออกจากกัน

4. ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งที่จะใช้มือสัมผัสอาหาร ถือเป็นการรักษาสุขอนามัยขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรมี

5. หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ทุกชนิด

LIVPRO ผลิตภัณฑ์ที่ตับไว้วางใจ

หน้าที่ของตับ ที่ทุกคนควรรู้ !

ในร่างกายของคนเราประกอบไปด้วย อวัยวะต่าง ๆอยู่มากมาย 1 ในนั้นก็คือตับ่สวนที่มีความสำคัญไม่แพ้อวัยวะอื่น ๆ การทำงานของตับนั้นค่อนข้างที่จะซับซ้อน เพราะหน้าที่ของตับนั้นมีมากมาย จึงแบกรับภาระระบบในร่างกายไว้เยอะ โดยสามารถอธิบายหน้าที่หลักๆของตับได้ดังนี้

1.ตับคือผู้สร้าง

อาหารทุกอย่างที่เรารับประทานเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรต แป้ง น้ำตาล ไขมัน โปรตีน วิตามิน หรือประเภทอื่น ๆนั้นไม่ว่าจะเป็นอาหารใด ๆก็ตาม ร่างกายไม่สามารถดูดซึมสลายเพื่อนำไปใช้ได้ทันที ต้องผ่านกระบวนการย่อยสลายของกระเพราะอาหารและลำไส้เล็ก จากนั้นเมื่อถูกย่อยให้มีขนาดที่เล็กพอแล้ว ร่างกายก็จะดูดซึมสารอาหารเหล่านี้ไปใช้ ตับก็จะทำหน้าที่จัดเก็บสารอาหารต่าง ๆนี้ไว้ตามความเหมาะสม แล้วนำไปยังส่วนต่าง ๆของร่างกาย เพื่อประกอบกิจกรรมในแต่ละวัน สร้างพลังงาน รวมไปถึงสร้างโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดอีกด้วย

2.ตับเป็นคลังสารอาหาร

ตับทำหน้าที่สะสมอาหารที่เรารับประทานเข้าไป และจะจัดเก็บไว้ใช้เมื่อร่างกายต้องการ โดยการเปลี่ยนจากน้ำตาลกลูโคสเป็นไกลโคเจน และเก็บไว้ในตับ เมื่อร่างกายต้องการพลังงาน ก็จะดึงในส่วนที่ตับจัดเก็บไว้ ส่งให้ร่างกายนำไปใช้ในการทำงาน หรือเสริมสร้างส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

3. ตับทำหน้าที่รีไซเคิล

นอกจากตับจะคอบเก็บสะสมอาหารเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานและส่งไปยังส่วนต่าง ๆของร่างกายแล้ว ตับนั้นก็ยังมีหน้าที่ดึงเอาโปรตีนที่เหลือมาใช้ใหม่ ไม่ให้โปรตีนเหล่านั้นสูญเสียเปล่า
4. ตับมีหน้าที่ขับถ่ายออกเสียออกจากร่างกาย

อาหารที่เรากิน น้ำที่เราดื่ม หรือแม้แต่วิตามินบำรุงต่าง ๆ นั้น ตับจะคอบกรองสารอาหารไปเก็บไว้ในร่างกาย ส่วนสารที่มีอันตรายต่อร่างกาย เป็นสารพิษตับก็จะกับเก็บพิษเหล่านี้และขับสู่ออกร่างกาย ทางปัสสาวะ หรืออาจขับถ่ายมายังน้ำดี
5. ตับเป็นตัวป้องกันชั้นดีของร่างกาย

ตับไม่เพียงแต่จะช่วยขับสารพิษที่เป็นอันตรายร่างกายแล้ว ยังมีหน้าที่คอยสร้างฮอร์โมนภูมิคุ้นกันบางชนิด เพื่อต่อต้านกับไวรัส หรือแบคทีเรีย บางตัว ช่วยให้ร่างกายของเราแข็งแรง เราสามารถหาสมุนไพรของ LIVPRO มาช่วยบำรุงจตับได้ อีกทั้งยังสามารถช่วยสร้างวิตามินเอ ได้อีกด้วย

โรคความดันโลหิตสูง โรคเรื้อรัง

โรคความดันสูงมีผลข้างเคียงหรือไม่ ?
โรคความดันสูงไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นโรคเรื้อรังรักษาให้หายได้แต่หายยาก ทั้งนี้สามารถควบคุมได้หากว่ามีการรักษาและควบคุมอาการมาตั้งแต่ต้น ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงกินยาอย่างถูกต้อง ครบถ้วน ไม่ขาดยา

ในทางกลับกันหากผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงไม่มีการดูแลตัวเอง ปล่อยปะละเลยทำตามใจตัวเองเหมือนแต่ก่อน ทั้งนี้มักจะมีอาการรุนแรงมากขึ้น ตามมาอาจเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน อาจก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา อาทิ โรคหลอดเลือดหัวใจ , โรคหลอดเลือดสมอง , โรคไตเรื้อรัง ที่อาจทำให้พิการและเสียชีวิตได้ นอกจากนั้นก็อาจจะมีเป็นโรคหลอดเลือดของจอตาและของประสาทตาที่ส่งผลให้ตาบอดได้

เพื่อให้เข้าใจความเป็นไปของโรคความดันสูงได้มากขึ้น สามารถแบ่งออกเป็นระยะตามความรุนแรงของโรค จากน้อยไปหามากได้ดังนี้
• ความดันโลหิตในผู้ที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นโรคความดันสูง คือ 120-139/80-89 มม.ปรอท มีแนวทางการรักษาโดยการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต แต่แพทย์จะยังคงไม่ให้ยาลดความดันโลหิต

• โรคความดันสูงระยะที่ 1 ที่ความดันโลหิตจะอยู่ในช่วง 140-159/90-99 มม.ปรอท

• โรคความดันสูงระยะที่ 2 ที่ความดันโลหิตอยู่ในระดับตั้งแต่ 160/100 มม.ปรอทขึ้นไป

• โรคความดันสูงที่จะต้องเดินทางไปพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง คือ ความดันโลหิตสูงตั้งแต่ 180/110 มม.ปรอทขึ้นไป เพราะอาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ทำให้เกิดโรคหัวใจ สมอง ไต ล้มเหลว

• โรคความดันสูงที่จะต้องพบแพทย์ฉุกเฉิน ที่ความดันโลหิตจะอยู่ในระดับตั้งแต่ 220/140 มม.ปรอทขึ้นไป เพราะการเกิดความดันโลหิตสูงในระดับนี้มักจะเป็นอันตรายถึงชีวิตซึ่งมาจากการล้มเหลวของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย เช่น หัวใจ สมอง และไต

ทั้งนี้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตต้องปรับพฤติกรรมในการทานอาหารต้องเลือกทานมากขึ้นทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพแล้ว รวมถึงปรับพฤติกรรมในการใช้ชีวิตด้วย จึงควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และทำจิตใจเบิกบาน ผ่อนใส ไม่เครียด

คาร์โบไฮเดรต ทานถูกวิธีไม่อ้วน

แต่ก่อนหลายคนอาจจะคิดว่า ถ้าอยากลดน้ำหนัก ต้องลดไขมัน แต่ในปัจจุบันเริ่มเข้าใจกันแล้วว่า ตัวการร้ายที่ทำให้เราอ้วนขึ้นไม่ได้มาจากไขมันแต่เพียงอย่างเดียว สิ่งที่ควรลดคือคาร์โบไฮเดรต หรือแป้ง และน้ำตาลที่อยู่ในอาหารคาว และหวานต่างๆ นานามากกว่า

ด้วยเหตุนี้ เทรนด์ของการลดน้ำหนักด้วยวิธีเน้นกินไขมัน หรือ Ketogenic (คีโตเจนิค) จึงเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะนอกจากเราจะได้กินไขมันในแบบที่เราอยากกินแล้ว เรายังได้ลดน้ำหนักจากการลดการกินแป้งและน้ำตาลอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ค่านิยมที่มัวแต่ให้ความสนใจกับการลดคาร์โบไฮเดรต หรือแป้ง และน้ำตาล ก็ทำให้คนเริ่มมองว่าเจ้าอาหารคาร์บเหล่านี้เป็นตัวการร้ายทำลายสุขภาพ เป็นต้นเหตุของโรคต่างๆ ทั้งหัวใจและหลอดเลือด โรคอ้วน เบาหวาน ไขมันอุดตันเส้นเลือด รวมไปถึงไขมันพอกตับ ทั้งที่จริงๆ แล้วร่างกายก็ยังต้องการคาร์โบไฮเดรตอยู่ดี และยังคงมีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่อย่างที่เรามองข้ามไม่ได้

คาร์โบไฮเดรต อาหารทำลายสุขภาพจริงหรือ?
อาหารทอดต่างๆ เช่น หมูทอด หรืออาหาร Junk Food ต่างๆ เป็นอาหารต้องห้ามสำหรับคนลดน้ำหนักโดยแท้จริง เพราะให้พลังงานสูง สูงมากจนอาจไม่เหลือพลังงานเอาไว้ให้กินอาหารอื่นได้อีก เพราะหากกินเข้าไปอีก เราก็จะได้รับพลังงานเกินความจำเป็น จนทำให้พลังงานที่เราไม่ได้ใช้ถูกเก็บสะสมอยู่ตามส่วนเกินต่างๆ ของร่างกายนั่นเอง

แต่คาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในอาหารที่ดีต่อสุขภาพอื่นๆ เช่น คาร์โบไฮเดรตในธัญพืชต่างๆ ผักผลไม้ ถั่ว และนม ถือว่าเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพที่เราควรกินบ้าง เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารให้ครบ 5 หมู่

ทำไมเราต้องกินคาร์โบไฮเดรต?
แม้ว่าคุณจะอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก และต้องลดการกินคาร์โบไฮเดรต หรือแป้งและน้ำตาลลง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องงดการกินคาร์โบไฮเดรตโดยสิ้นเชิง เพราะเมื่อคุณต้องออกกำลังกายเพื่อช่วยในการลด หรือควบคุมน้ำหนัก คุณก็ยังต้องการพลังงานในการออกกำลังกาย ซึ่งได้มาจากการบริโภคคาร์โบไฮเดรตนั่นเอง คุณจะสามารถวิ่งได้ ยกน้ำหนักได้ รวมถึงสมองของคุณทำงานได้ดีขึ้น และมีอายุยืนยาวขึ้นด้วย เพราะเม็ดเลือดแดง และระบบประสาทส่วนกลางต้องใช้คาร์โบไฮเดรตในการเผาผลาญพลังงานราว 80 กรัมต่อวัน และยังเป็นแหล่งพลังงานที่ร่างกายต้องการมากที่สุดด้วย

เรากินอาหารอื่นเพื่อให้พลังงานแทนคาร์โบไฮเดรตได้หรือไม่?
แม้ว่าโปรตีน และไขมันจะสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ก็ตาม แต่ร่างกายก็ยังเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตเป็นพลังงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากกว่า หากเรากินโปรตีน และไขมันเพื่อให้ร่างกายได้พลังงานที่เพียงพอในแต่ละวัน เราต้องกินให้มากขึ้น ร่างกายจะผลิตน้ำตาลกลูโคสจากโปรตีนที่เรากินเข้าไป หากเรากินโปรตีนมากขึ้น โดยที่ไม่ได้กินคาร์โบไฮเดรตเลย หรือกินคาร์โบไฮเดรตไม่เพียงพอ เราอาจจะสามารถลดน้ำหนักได้ แต่อาจเป็นเรื่องยากที่จะคงสภาพความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเอาไว้ เพราะนอกจากโปรตีนแล้ว คาร์โบไฮเดรตก็มีส่วนในการสร้าง และรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเอาไว้ด้วยเช่นกัน และหากมวลกล้ามเนื้อในร่างกายของเราน้อยลง การเผาผลาญพลังงานของเราจะลดลงตามไปด้วย ไขมันในร่างกายก็จะค่อยๆ สูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลลัพธ์ที่คนที่กำลังลดน้ำหนักไม่ต้องการมากที่สุด

กินคาร์โบไฮเดรตระหว่างลดน้ำหนักอย่างไรถึงจะดี?
คาร์โบไฮเดรตที่ดีต่อสุขภาพ และคนที่กำลังลดน้ำหนัก คืออาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ที่เป็นอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูป มีใยอาหารสูง ย่อยช้า ดูดซึมช้า จึงทำให้อิ่มนาน และระหว่างนั้นหากมีการออกกำลังกาย หรือร่างกายใช้พลังงานมากขึ้น ร่างกายจะดึงพลังงานในร่างกายจากไขมันในร่างกายมาใช้ก่อน ซึ่งแตกต่างจากอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว เบเกอรรี่ต่างๆ พาสต้า น้ำอัดลม ฯลฯ ที่ย่อยเร็ว ดูดซึมเร็ว ร่างกายสามารถนำพลังงานไปใช้ได้ทันที เมื่อออกกำลังกายจึงดึงเอาแต่พลังงานจากอาหารที่เราเพิ่งกินไปใช้ ไม่ได้ดึงพลังงานที่สะสมอยู่ในร่างกายไปใช้

อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่แนะนำให้กิน คือ

  • ข้าวกล้อง หรือข้าวซ้อมมือ
  • ขนมปังโฮลวีต โฮลเกรน
  • ผัก
  • ผลไม้
  • ถั่วต่างๆ
    เป็นต้น

หากไม่อยากกินคาร์โบไฮเดรตให้ได้พลังงานมากเกินความจำเป็นของร่างกาย สามารถแบ่งส่วนในการกินอาหารในแต่ละมื้อให้เป็น 5 ส่วน โดยกินโปรตีนไขมันต่ำ และไขมันดี (เช่น ปลาแซลมอน หรืออกไก่ในน้ำมันมะกอก) 2 ส่วน ผักผลไม้ 2 ส่วน และคาร์โบไฮเดรต 1 ส่วน งดดื่มเครื่องดื่ม และงดกินขนมหวาน ขนมจุบจิบระหว่างวัน เท่านี้เราก็สามารถกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ได้โดยไม่ต้องกลัวอ้วนแล้วล่ะ

เตือนภัยสุขภาพ โรคที่มากับน้ำท่วม

โรคที่มากับน้ำท่วม
โรคติดต่อที่พบบ่อยในช่วงน้ำท่วม และหลังน้ำท่วม ได้แก่ โรคผิวหนัง โรคระบบทางเดินหายใจ โรคตาแดง โรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร โรคฉี่หนู โรคไข้เลือดออก โรคหัด และโรคไข้มาลาเรีย โรคเหล่านี้ที่สำคัญคือ เชื้อแพร่มากับน้ำ รวมทั้งอาหารที่ไม่สะอาด โดยเฉพาะผู้ที่มีบาดแผล เช่นแผลจากน้ำกัดเท้า พวกนี้ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญ จะมีโอกาสติดเชื้อโรคฉี่หนู หรือเล็ปโตสไปโรสิสได้ง่าย เชื้อเล็ปโตสามารถเข้าทางบาดแผลได้เก่งมากครับ เนื่องจากมีความสามารถในการชอนไช

วิธีป้องกันต้องสวมรองเท้าบู๊ต ป้องกันน้ำถูกแผล และอย่าเดินลุยน้ำสกปรก ซึ่งถ้าจำเป็นต้องลุยน้ำ ก็ต้องล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดทุกครั้ง หน่วยสุขศึกษาเคลื่อนที่ ให้ความรู้ประชาชนในการป้องกันตัวเอง ถือเป็นมาตราการเชิงรุกที่ได้ผลดีอย่างหนึ่ง โรคที่มากับน้ำท่วม มหันตภัยที่แฝงมาทำร้ายผู้คนพร้อมกับน้ำท่วมมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ โรคน้ำกัดเท้า และผื่นคัน ไข้หวัด โรคเครียดวิตกกังวล โรคตาแดง โรคอุจจาระร่วง และสัตว์มีพิษกัด โรคน้ำกัดเท้า และผื่นคัน

โรคผิวหนัง

  1. โรคผิวหนังที่พบบ่อย ได้แก่ โรคน้ำกัดเท้าจากเชื้อรา แผลพุพองเป็นหนอง เป็นต้น ซึ่งเกิดจากการย่ำน้ำหรือแช่น้ำที่มีเชื้อโรค หรือความอับชื้นจากเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ไม่สะอาด ไม่แห้งเป็นเวลานาน
  2. ในระยะแรกอาจมีอาการเท้าเปื่อย และเป็นหนอง ต่อมาเริ่มมีอาการคันตามซอกนิ้วเท้า และผิวหนังลอกออกเป็นขุย มีผื่น ระยะหลังๆผิวหนังที่เท้าเกิดพุพอง นิ้วเท้าหนาและแตก อาจเกิดโรคแทรกซ้อน คือ ผิวหนังอักเสบได้
  3. ป้องกันได้โดยหลีกเลี่ยงการย่ำน้ำโดยไม่จำเป็น ถ้าจำเป็นต้องย่ำน้ำ ควรใส่รองเท้าบู๊ทกันน้ำ และควรล้างเท้าให้สะอาดด้วยน้ำสบู่ และเช็ดให้แห้งเมื่อกลับเข้าบ้าน สวมใส่ถุงเท้า รองเท้า และเสื้อผ้าที่สะอาดไม่เปียกชื้น หากมีบาดแผล ควรใช้แอลกอฮอล์เช็ดแผล แล้วทาด้วยยาฆ่าเชื้อ เช่น ทิงเจอร์ หรือเบตาดีน

โรคน้ำกัดเท้า และผื่นคัน โรคน้ำกัดเท้า หรือฮ่องกงฟุต จะมีอาการคันจากเชื้อราที่มาจากการแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานานจนทำให้ราร้ายตัวนี้เจริญเติบโตไปตามซอกนิ้วเท้า โดยเชื้อราจะทำให้ผิวหนังลอกเป็นขุย เกิดผื่นที่เท้าผิวหนังที่เท้าเกิดพุพอง นิ้วเท้าหนา พบบ่อยที่ซอกนิ้ว แต่อาจลุกลามไปถึงฝ่าเท้า และเล็บได้ การรักษา และป้องกันทำได้โดยล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่ และเช็คให้แห้ง ใส่ถุงเท้าที่สะอาดไม่เปียกชื้น และไม่ใส่รองเท้าคู่เดิมทุกวัน

ไข้หวัด

  1. เกิดจากเชื้อไวรัส ก่อโรคในบุคคลทุกเพศทุกวัย พบได้บ่อยในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย โดยเชื้อโรคแพร่กระจายมาจากน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ หรือสิ่งของใช้ของผู้ป่วย
  2. มักมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้เล็กน้อย คัดจมูก มีน้ำมูกใสๆ ไอ จาม ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร
    หายได้เองภายใน 1 สัปดาห์
  3. ไข้หวัด เกิดจากเชื้อไวรัสเข้าสู่จมูก และคอ จะทำให้เยื่อจมูกบวม และแดง มีการหลั่งของเมือกออกมา โดยผู้ที่เป็นไข้หวัดจะมีอาการจาม และน้ำมูกไหลนำมาก่อนอ่อนเพลียปวดศีรษะเล็กน้อย แต่มักไม่ค่อยมีไข้ บางรายอาจมีอาการปวดหู เยื่อแก้วหูมีเลือดคั่ง โรคมักเป็นไม่เกิน 2-5 วัน มีการระบาดหนักในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากความชื้นต่ำ และอากาศเย็น ติดต่อได้จากน้ำลาย และเสมหะผู้ป่วยให้พัก และดื่มน้ำมากๆ สิ่งที่สำคัญในการป้องกันคือดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรงตลอดเวลา

ไข้หวัดใหญ่

  1. เป็นโรคติดต่อจากเชื้อไวรัส ทำให้เกิดโรคได้ในคนทุกเพศทุกวัย เชื้อจะแพร่กระจายอยู่ในลมหายใจ เสมหะ น้ำลาย น้ำมูก และสิ่งของใช้ของผู้ป่วย จึงมีโอกาสติดต่อกันได้ง่าย
    มักมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัวมาก มีน้ำมูกไหล คัดจมูก ไอ จาม เจ็บคอ เบื่ออาหาร และอ่อนเพลีย
  2. ผู้ป่วยควรใช้ผ้าปิดปาก และจมูกเวลาไอ จาม หรือควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค ใช้ผ้าเช็ดหน้า หรือกระดาษนุ่มสะอาด เช็ดน้ำมูก และไม่ควรสั่งน้ำมูกแรงๆ เพราะอาจทำให้เกิดหูอักเสบได้
  3. กินอาหารที่อ่อนย่อยง่าย กินผักและผลไม้ ดื่มน้ำอุ่นมากๆ อาบน้ำหรือเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น แล้วเช็ดตัวให้แห้งทันที
  4. เมื่อไข้สูง หรือเป็นไข้นานเกิน 7 วัน เจ็บคอ ไอมาก เจ็บหน้าอก หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ ควรไปพบหรือปรึกษาแพทย์
  5. โรคไข้หวัดใหญ่ เกิดจากเชื้อไวรัส และเชื้อแบคทีเรีย โดยเชื้อจะฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ เมื่อสูดลมหายใจเอาเชื้อเข้าไป จะไปเจริญอยู่ในลำคอ และเยื่อบุทางเดินหายใจของผู้ป่วย ผู้ป่วยจะมีอาการตัวร้อน มีไข้สูง 38-40 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3-4 วัน ปวดศีรษะมาก ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว น้ำมูกไหล คัดจมูก ไป จาม เจ็บคอ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย

การติดต่อ

ไข้หวัดใหญ่สามารถติดต่อได้ง่าย โดยการหายใจเอาเชื้อโรคที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศเข้าไป การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไอ จาม ละอองน้ำมูก เสมหะ และหายใจรดกัน การใช้สิ่งของต่างๆ ร่วมกับผู้ป่วย การนำมือที่สัมผัสเชื้อจากผู้ป่วย และสิ่งแวดล้อมต่างๆ มาขยี้ตา จับต้องจมูก ปาก ประกอบกับการที่มีสภาวะอากาศอับขึ้นและหนาวเย็น ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคต่ำลง จึงมีโอกาสติดโรคไข้หวัดใหญ่ได้ง่าย

การป้องกัน

ล้างมือบ่อยๆ จนเป็นนิสัย ก่อนกินอาหาร ก่อนและหลังเตรียม/ปรุงอาหารหลังการขับถ่าย หลังหยิบจับสิ่งสกปรก หลังสัมผัสผู้ป่วย หรือสัมผัสสัตว์เลี้ยง และทุกครั้งที่กลับจากนอกบ้าน หลีกเลี่ยงการใช้มือที่ไม่ได้ล้างสัมผัสบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะตา จมูก ปาก หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดผู้ป่วย และอยู่ในสถานที่มีคนอยู่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก

การปฏิบัติ

  1. ใช้ผ้าสะอาดปิดปาก ปิดจมูก เวลาไอ จาม และสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกัน การแพร่กระจายของเชื้อโรค และใช้ผ้าสะอาด หรือทิชชูนุ่มๆ เช็ดน้ำมูก ไม่ควรสั่งน้ำมูกแรงๆ จะทำให้เกิดการอักเสบในหูได้
  2. เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นแทนการอาบน้ำ แล้วเช็ดตัวให้แห้งทันที ไม่ควรอาบน้ำเย็นจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนเป็นปอดบวมได้
  3. กินอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย มีประโยชน์ต่อร่างกาย และดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำต้มสุกอุ่นๆ บ่อยๆ ใส่เสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ และนอนพักผ่อนให้เพียงพอ
  4. ล้างมือให้เป็นนิสัย
  5. หากมีไข้สูงนานเกิน 7 วัน เจ็บหน้าอก หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ รวมทั้งผู้ป่วยที่มีไข้สูง และมีประวัติ การสัมผัสสัตว์ปีก ควรรีบไปพบแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับข้อมูล การสัมผัสสัตว์ปีก เพราะอาจได้รับเชื้อโรคไข้หวัดนกได้

โรคปอดบวม

เกิดจากเชื้อได้หลายชนิด เช่น แบคทีเรีย ไวรัส หรือสำลักสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในปอด ทำให้มีการอักเสบของปอด ผู้ประสบภัยน้ำท่วม หากมีการสำลักน้ำ หรือสิ่งสกปรกต่างๆ เข้าไปในปอด ก็มีโอกาสเป็นโรคปอดบวมได้
ติดต่อโดยการหายใจเอาเชื้อโรคในอากาศเข้าไป หรือจากการคลุกคลีกับผู้ป่วยเมื่อ ไอ จาม หรือหายใจรดกัน หรือในผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ อ่อนแอ พิการ มักพบเกิดจากการสำลักเอาเชื้อแบคทีเรียที่มีอยู่ปกติในจมูกและลำคอเข้าไปในปอด
มีไข้สูง ไอมาก หายใจหอบและเร็ว ถ้าเป็นมากจะหายใจหอบเหนื่อยจนเห็นชายโครงบุ๋ม เล็บมือ เล็บเท้า ริมฝีปากซีด หรือเขียวคล้ำ กระสับกระส่าย หรือซึม
เมื่อมีอาการสงสัยว่าเป็นโรคปอดบวม ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที โรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดได้หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม เช่น น้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด, หนองในช่องเยื่อหุ้มปอด, ปอดแตกและมีลมรั่วในช่องปอด หรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ในผู้ป่วยมีโรคหัวใจอยู่ก่อนอาจหัวใจวายได้
โรคเครียดวิตกกังวล โรคเครียดเป็นสิ่งที่คนเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ป้องกันไม่ให้ร่างกายอ่อนแอลง เพราะความเครียดได้ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อย่าพึ่งสารอาหารใดสารอาหารหนึ่งเพื่อลดความเครียดเพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลต่ำพยายามออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และรู้จักผ่อนคลาย

โรคตาแดง

โรคตาแดงเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก เป็นโรคที่ไม่มีอันตรายรุนแรง เพราะส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส แต่ถ้าไม่รับการรักษาตั้งแต่เริ่มเป็น อาจติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้
ติดต่อจากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ได้แก่ การสัมผัสโดยตรงกับน้ำตา ขี้ตา น้ำมูกของผู้ป่วย หรือจากใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกับผู้ป่วย เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว หรือจากแมลงวันแมลงหวี่ตอมตา
หลังได้รับเชื้อประมาณ 1-2 วัน จะเริ่มมีอาการระคายเคืองตา ปวดตา น้ำตาไหล กลัวแสง มีขี้ตามาก หนังตาบวม เยื่อบุตาขาวอักเสบแดง โดยอาจเริ่มที่ตาข้างหนึ่งก่อน แล้วจึงลามไปตาอีกข้าง
ผู้ป่วยมักหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ถ้าไม่ดูแลรักษาให้ถูกวิธี อาจเกิดอาการแทรกซ้อน เช่น กระจกตาดำอักเสบ ทำให้ปวดตา ตามัว
โรคตาแดงเกิดจากการติดเชื้อไวรัส adenovirus, enterovirus และ coxsackie virus A24 ส่วนใหญ่จะติดต่อโดยตรงจากการสัมผัสน้ำตาของผู้ป่วยที่ติดมากับนิ้วมือ และแพร่จากนิ้วมือมาติดที่ตาโดยตรง ไม่ติดต่อจากการสบตา จ้องตา ไม่ติดต่อทางอากาศ หรือการรับประทานอาหารร่วมกัน อาการเกิดได้ภายใน 1-2 วัน ระยะการติดต่อไปยังผู้อื่นประมาณ 14 วัน
การศึกษาระบาดวิทยาโมเลกุล พบว่าเกิดจากเชื้ออะดีโนไวรัส 3 ชนิดในสัดส่วนดังนี้ HAdV-8 พบมากที่สุดร้อยละ 80 ส่วนชนิด HAdV-3 และ HAdV-37 พบเท่าๆ กัน อย่างละประมาณร้อยละ 10 ของทั้งหมด โดยศึกษาด้วยวิธีวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมของไวรัส
โรคตาแดง เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุตาที่ติดเชื้อไวรัสติดต่อโดยตรงจากการสัมผัสน้ำตา ของผู้ป่วยที่ติดมากับนิ้วมือ และแพร่จากนิ้วมือ อาการเกิดได้ ภายใน 1-2 วัน สามารถติดต่อได้ง่ายมาก โดยการคลุกคลีใกล้ชิด หรือสัมผัสกับผู้ป่วยใช้เสื้อผ้า หรือสิ่งของร่วมกับผู้ป่วย และไม่รักษาความสะอาดของร่างกาย โดยเฉพาะมือ และใบหน้า ผู้ป่วยโรคตาแดงจะมีอาการตาแดง เคืองตา ตาขาวจะมี สีแดงเรื่อๆ น้ำตาไหล เจ็บตา มักมีขี้ตามากจากการติดเชื้อแบคทีเรียมาพร้อมกัน การป้องกันทำได้โดยล้างมือด้วยน้ำและสบู่ ให้สะอาดอยู่เสมอไม่คลุกคลีใกล้ชิด และหมั่นดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนให้สะอาดอยู่เสมอ

โรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร

ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง อหิวาตกโรค อาหารเป็นพิษ บิด ตับอักเสบเอ และไข้ทัยฟอยด์ เป็นต้น
เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายโดยการรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป เช่น อาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ อาหารที่มีแมลงวันตอม อาหารที่ทิ้งค้างคืนโดยไม่ได้แช่เย็น และไม่ได้อุ่นให้ร้อนที่อุณหภูมิอย่างน้อย 70 องศาเซลเซียส ก่อนรับประทานอาหาร
โรคอุจจาระร่วง มีอาการถ่ายอุจจาระเหลว หรือถ่ายเป็นน้ำ หรือถ่ายมีมูกเลือด อาจมีอาเจียนร่วมด้วย หากมีอาการรุนแรงโดยถ่ายเป็นน้ำคล้ายน้ำซาวข้าว คราวละมากๆ เรียกว่า อหิวาตกโรค
อาหารเป็นพิษ มักมีอาการปวดท้อง ร่วมกับถ่ายอุจจาระเหลว คลื่นไส้ อาเจียน อาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว
โรคบิด มีอาการสำคัญคือ ถ่ายอุจจาระบ่อย อุจจาระมีมูก หรือมูกปนเลือด มีไข้ ปวดท้องและมีปวดเบ่งร่วมด้วย บางคนอาจมีอาการเรื้อรัง
โรคไข้ทัยฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย มีอาการสำคัญคือ มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร อาจมีอาการท้องผูก หรือบางรายอาจท้องเสียได้
โรคอุจจาระร่วง จะมีการถ่ายอุจจาระเหลวจำนวนมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน หรือมูกปนเลือดอย่าง หรือถ่ายเป็นน้ำมากกว่า 1 ครั้งต่อวัน ทำให้ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ อาจทำให้ช๊อคหมดสติ โดยเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว และปรสิตหนอนพยาธิ ที่มากับการรับประทานอาหาร และเครื่องดื่มที่ไม่สะอาด การไม่ล้างมือให้สะอาดก่อนการปรุงอาหาร และภาชนะสกปรก การรักษาเมื่อเริ่มมีอาการอุจจาระร่วงให้รีบผสมผงน้ำตาล เกลือแร่ดื่มทันที การป้องกันควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ไม่มีแมลงวันตอม ดื่มน้ำต้มสุก หรือน้ำสะอาด ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนปรุงอาหาร หรือก่อนรับประทานอาหาร และควรถ่ายอุจจาระในส้วมที่ถูกสุขลักษณะ

 

โรคอุจจาระร่วง

โรคอุจจาระร่วงหรือท้องเสีย หมายถึง ภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการถ่ายเหลวมากกว่า วันละ 3 ครั้ง หรือถ่ายเป็นมูกปนเลือดเพียงครั้งเดียวเป็นอาการที่พบได้บ่อย และมีสาเหตุได้หลายประการ ส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรง และมักหายได้เอง ในเด็ก และคนชราอาจมีอาการรุนแรง ทำให้มีภาวะขาดน้ำ และขาดเกลือแร่ เป็นอันตรายถึงตายได้ นอกจากอาการถ่ายเป็นน้ำ ถ่ายเหลว หรือถ่ายมีมูกปนเลือดแล้ว อาจมีอาการไข้ ปวดท้อง และอาเจียนร่วมด้วย

สาเหตุ

เกิดจากการกินอาหาร และดื่มน้ำที่ไม่สะอาด มีการปนเปื้อนของเชื้อโรค การกินอาหารที่ไม่สุก อาหารที่ตั้งทิ้งไว้นานๆ การไม่ล้างมือให้สะอาดก่อนการเตรียมอาหารหรือปรุงอาหาร และก่อนกินอาหาร รวมทั้งการใช้ภาชนะที่ไม่สะอาดมีเชื้อโรคปนเปื้อนในการใส่อาหาร และตักอาหาร

การปฏิบัติ

ผู้ป่วยควรกินหรือดื่มของเหลวมากกว่าปกติ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ และเกลือแร่ ได้แก่ สารละลายน้ำตาลเกลือแร่ โอ อาร์ เอส น้ำแกงจืด หรือน้ำข้าวใส่เกลือ ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์

การป้องกัน

  1. ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำสะอาด และสบู่ทุกครั้งก่อนเตรียม และปรุงอาหาร ก่อนกินอาหาร และหลังการขับถ่าย
  2. ดื่มน้ำที่สะอาด เช่น น้ำต้มสุก น้ำที่ใส่คลอรีน หรือน้ำบรรจุขวด
  3. เลือกกินอาหารที่สะอาด ปรุงสุกด้วยความร้อน และปรุงสุกใหม่ๆ
  4. กำจัดสิ่งปฏิกูล ขยะมูลฝอย เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงวัน

โรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรสิส

  1. โรคฉี่หนู เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน มีหนูเป็นตัวแพร่โรคที่สำคัญ เชื้อออกมากับปัสสาวะสัตว์แล้วปนเปื้อนอยู่ในน้ำท่วมขัง พื้น ดินที่ชื้นแฉะได้นาน
  2. เชื้อเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล รอยขีดข่วน รอยถลอก หรือไชเข้าเยื่อบุตา จมูก ปาก หรือผิวหนังที่แช่น้ำนาน หรืออาจติดเชื้อจากการรับประทานอาหารที่หนูฉี่รด
  3. ช่วงน้ำท่วมมักจะเกิดการระบาดได้ในหลายพื้นที่ โรคนี้มักจะระบาดในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง และช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคมากที่สุด ก็คือ ในช่วงน้ำลด เนื่องจากชาวบ้านต่างลุยน้ำ ย่ำโคลน เพื่อทำความสะอาดบ้านเรือนและไปทำนา ทำให้เกิดบาดแผลจากกระจก แก้ว ตะปู และของมีคมอื่นๆ บาดแผลที่เท้าเกิดขึ้นได้ง่ายมากครับ อีกอย่างหนึ่งก็มักจะมีปัญหาเรื่องเท้าเปื่อยจากน้ำกัดเท้า เชื้อเล็ปโตสามารถเข้าสู่ร่างกายได้อย่างง่ายดาย
  4. มักเริ่มมีอาการหลังได้รับเชื้อประมาณ 4 -10 วัน โดยจะมีไข้สูงทันทีทันใด ปวดศีรษะ และปวดกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะน่องและโคนขา หรือปวดหลัง บางคนมีอาการตาแดง อาจมีอาการเจ็บคอ เบื่ออาหาร หรือท้องเดิน หากมีอาการดังกล่าวหลังจากที่สัมผัสสัตว์ หรือลุยน้ำ ย่ำโคลน ต้องรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล หรือหน่วยแพทย์ในพื้นที่ทันที
  5. ถ้าไม่รีบรักษา บางรายอาจมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ไอมีเลือดปน หรือตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะน้อย ซึม สับสน เนื่องจากเยื่อหุ้มสมองอักเสบ อาจมีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเสียชีวิตได้
  6. ป้องกันโดยสวมรองเท้าบู๊ทยางกันน้ำ หากต้องลุยน้ำ ย่ำโคลน โดยเฉพาะถ้ามีบาดแผล หลีกเลี่ยงการแช่น้ำ ย่ำโคลนนานๆ เมื่อขึ้นจากน้ำแล้วต้องรีบอาบชำระร่างกายให้สะอาดโดยเร็วที่สุด รับประทานอาหารที่ปรุงสุกทันที และเก็บอาหารในภาชนะที่มิดชิด ดูแลที่พักให้สะอาด ไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของหนู เก็บกวาด ทิ้งขยะให้มิดชิดไม่ให้เป็นแหล่งอาหารของหนู
  7. โรคไข้ฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซีส เป็นโรคติดต่อที่ระบาดจากโรคของสัตว์มาสู่คน โดยเฉพาะหนู ติดต่อมาถึงคนได้โดยเชื้อจะออกมากับปัสสาวะหนูแล้วปนเปื้อนในแม่น้ำ ลำคลอง พื้นที่ที่มีน้ำขังหรือพื้นที่ขึ้นแฉะ

การติดต่อ

ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคไข้ฉี่หนู ได้แก่ ผู้ที่ลุยน้ำ หรือแช่น้ำนานๆ ผู้ที่เดินลุยน้ำท่วม คนงานบ่อปลา ชาวสวน ชาวนา คนงานขุดลอกท่อระบายน้ำ เชื้อไข้ฉี่หนูสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ โดยการไชเข้าทางบาดแผล หรือเข้าทางเยื่อบุอ่อนๆ เช่น ง่ามมือ ง่ามเท้า ตา ขณะที่แช่น้ำ หรือการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาดมีฉี่หนูปนเปื้อนในอาหารนั้นๆ

อาการหลังจากได้รับเชื้อโรคไข้ฉี่หนูประมาณ 3-10 วัน

จะเริ่มมีอาการไข้เฉียบพลัน เมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะน่อง และโคนขา หรือปวดหลัง บางคนอาจมีตาแดง
อาจมีอาการเจ็บคอ เบื่ออาหาร ท้องเดิน
ถ้ามีอาการที่กล่าวมาหลังจากไปแช่น้ำ ย่ำโคลนมา 2-26 วัน (เฉลี่ย 10 วัน) ควรนึกถึงโรคนี้ไม่ควรหายากินเอง ต้องรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล หรือหน่วยแพทย์ที่ออกมาให้บริการในพื้นที่

การป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงการย่ำ หรือแช่น้ำ หรือโคลนนานๆ โดยเฉพาะเมื่อมีบาดแผลตามแขน ขา มือ เท้า
  • ถ้ามีความจำเป็นต้องย่ำหรือแช่น้ำ ควรสวมรองเท้าบู๊ท สวมถุงมือยาง
  • ชำระล้างร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณบาดแผลให้สะอาด หลังจากลุยน้ำ/ขึ้นจากน้ำ ทันที
  • ดูแลที่พักให้สะอาด ปราศจากสัตว์กัดแทะโดยเฉพาะหนู
  • เก็บกวาด ทิ้งขยะให้มิดชิดไม่ให้เป็นแหล่งอาหารของหนู
  • รับประทานอาหารที่ปรุงสุกแล้วทันที หรือเก็บอาหารในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด
  • โรคไข้หวัดใหญ่ เกิดจากเชื้อไวรัส และเชื้อแบคทีเรีย โดยเชื้อจะฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ เมื่อสูดลมหายใจเอาเชื้อเข้าไป จะไปเจริญอยู่ในลำคอ และเยื่อบุทางเดินหายใจของผู้ป่วย ผู้ป่วยจะมีอาการตัวร้อน มีไข้สูง 38-40 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3-4 วัน ปวดศีรษะมาก ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว น้ำมูกไหล คัดจมูก ไป จาม เจ็บคอ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย

การติดต่อ

ไข้หวัดใหญ่สามารถติดต่อได้ง่าย โดยการหายใจเอาเชื้อโรคที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศเข้าไป การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไอ จาม ละอองน้ำมูก เสมหะ และหายใจรดกัน การใช้สิ่งของต่างๆ ร่วมกับผู้ป่วย การนำมือที่สัมผัสเชื้อจากผู้ป่วย และสิ่งแวดล้อมต่างๆ มาขยี้ตา จับต้องจมูก ปาก ประกอบกับการที่มีสภาวะอากาศอับขึ้นและหนาวเย็น ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคต่ำลง จึงมีโอกาสติดโรคไข้หวัดใหญ่ได้ง่าย

การป้องกัน

ล้างมือบ่อยๆ จนเป็นนิสัย ก่อนกินอาหาร ก่อนและหลังเตรียม/ปรุงอาหารหลังการขับถ่าย หลังหยิบจับสิ่งสกปรก หลังสัมผัสผู้ป่วย หรือสัมผัสสัตว์เลี้ยง และทุกครั้งที่กลับจากนอกบ้าน หลีกเลี่ยงการใช้มือที่ไม่ได้ล้างสัมผัสบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะตา จมูก ปาก หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดผู้ป่วย และอยู่ในสถานที่มีคนอยู่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก

การปฏิบัติ

  • ใช้ผ้าสะอาดปิดปาก ปิดจมูก เวลาไอ จาม และสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกัน การแพร่กระจายของเชื้อโรค และใช้ผ้าสะอาด หรือทิชชูนุ่มๆ เช็ดน้ำมูก ไม่ควรสั่งน้ำมูกแรงๆ จะทำให้เกิดการอักเสบในหูได้
  • เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นแทนการอาบน้ำ แล้วเช็ดตัวให้แห้งทันที ไม่ควรอาบน้ำเย็นจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนเป็นปอดบวมได้
  • กินอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย มีประโยชน์ต่อร่างกาย และดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำต้มสุกอุ่นๆ บ่อยๆ ใส่เสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ และนอนพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ล้างมือให้เป็นนิสัย
  • หากมีไข้สูงนานเกิน 7 วัน เจ็บหน้าอก หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ รวมทั้งผู้ป่วยที่มีไข้สูง และมีประวัติ การสัมผัสสัตว์ปีก ควรรีบไปพบแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับข้อมูล การสัมผัสสัตว์ปีก เพราะอาจได้รับเชื้อโรคไข้หวัดนกได้

ดื่มชาเพื่อสุขภาพ ‘ชาดอกคำฝอย’

บทความสุขภาพ

ชาดอกคำฝอยเพื่อสุขภาพ

การดื่มชาดอกคำฝอยนอกจากจะดีต่อสุขภาพ แล้ว ยังช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ชะลอความเสื่อมของดวงตา

ดอกคำฝอย ปกติเราจะไม่ค่อยได้เห็นทั้งต้นทั้งดอกสดๆ เดิมที่รู้จักดอกคำฝอยเพราะทราบสรรพคุณลดไขมันในเลือดได้ ก็จะไปซื้อดอกคำฝอยแห้งที่ร้านขายยาสมุนไพรซึ่งมีขายเป็นขีดแล้วแต่เราจะซื้อมากน้อยเท่าไหร่ก็ได้ นำมาต้มดื่ม บางครั้งก็ใส่น้ำตาล บางครั้งก็ไม่ใส่ น้ำดอกคำฝอยเป็นน้ำดื่มเพื่อสุขภาพ เด่นในเรื่องลดไขมันในเลือด ปกติก็ไม่ค่อยมีใครทำเป็นน้ำขายเป็นขวด ตอนแรกๆที่ทำใส่ดอกคำฝอยมาก น้ำออกมาไม่อร่อย ต้องใส่แต่พอดี ดื่มโดยไม่ใส่น้ำตาลก็ดื่มได้ง่ายเพราะรสชาติ จืดหอม การใส่ความหวานแล้วแช่เย็นก็จะทำให้ดื่มแล้วชื่นใจ เรามาดูกันนะคะที่ว่าทำง่ายดื่มง่าย

บำรุงสายตา

งานวิจัยก่อนหน้านี้จาก University of L’Aquila ในอิตาลีชี้ว่า กรดไขมันในดอกคำฝอยมีคุณสมบัติช่วยปกป้องเซลล์นัยน์ตา เมื่อเราดื่มชาดอกคำฝอยวันละแก้ว กรดไขมันเหล่านี้ก็จะหนาขึ้น และช่วยชะลอความเสื่อมถอยของตาได้

ป้องกันมะเร็ง

สีทองเข้มในชาดอกคำฝอยมาจากสารต้านอนุมูลอิสระชื่อว่า Crocin ซึ่งในตัวของมันมีฟลาวานอยด์ที่ช่วยชะลอการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และอาจลดขนาดเซลล์เนื้องอกได้ด้วยซ้ำ นอกจากนี้ยังมีแคโรทีนอยด์ซึ่งช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย

Tip : หากชาดอกคำฝอยขมเกินไป ให้ลองแต่งรสด้วยอบเชย จะช่วยให้คล่องคอมากขึ้น